ถ้าพระในบ้าน ยังอด พระในวัด ก็กลืนไม่ลง

328


ถ้าพระในบ้านยัง อด ?พระในวัด ก็กลืนไม่ลง

มีคุณนายคนหนึ่งเป็นคนใจบุญสุนทาน ทำบุญตักบาตรทุกเช้า ตักบาตรเสร็จแล้วก็แต่งสำรับกับข้าวอย่างประณีตบรรจงเพื่อเอาไปถวายท่านเจ้าประคุณ “สมเด็จโต” ด้วยความเคารพนับถือในพระจริยาวัตรของท่าน และชอบที่จะฟังท่านคุยเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง เรียกได้ว่า ตักบาตรเสร็จเมื่อไหร่ คุณนายต้องมาวัดทุกวัน ถวายอาหารเสร็จก็คุยกับสมเด็จโต วันหนึ่ง หลังจากที่คุณนายกลับไปแล้ว พระหนุ่มรูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จโตก็เข้าไปกราบเรียนว่า “คุณนายคนนี้ใจบุญสุนทานจริงๆ ? แต่เคยได้ยินว่าเป็นคนใจแคบ เหลือแม่อยู่คนเดียวก็ปล่อยให้อดๆ อยากๆ ไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ หลังบ้าน ส่วนตัวเองและลูกๆ อยู่ตึกใหญ่โต สะดวกสบาย เวลาพูดจากับแม่ก็ฟังไม่ได้ ทั้งหยาบคาย ขู่ตะคอก กระแทกกระทั้น ผิดกับตอนมาคุยกับสมเด็จโตที่วัดชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แม่จะออกมาเดินเล่นหน้าบ้านก็ไม่ได้ ไม่ยอมให้ออก เพราะมีแม่แก่ๆ หลงๆ ลืมๆ สติไม่สมประกอบ ก็เลยอายเขา มีคนเขาเล่าให้ฟังหลายคนแล้ว ? เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบได้!” สมเด็จโตก็นั่งฟังเฉย ไม่พูดว่าอะไร

วันหนึ่ง สมเด็จโตมีกิจนิมนต์ไปทำบุญบ้าน ขากลับเดินผ่านหน้าบ้านคุณนายคนนั้น ท่านก็เลยแวะบ้านคุณนายก่อน คุณนายดีใจมากที่สมเด็จฯ มาเยี่ยมถึงบ้าน เพราะถือเป็นมงคลอย่างสูงที่พระชั้นสมเด็จฯ มาเยี่ยม จึงเรียกลูกหลานมากราบเท้าท่านเป็นการใหญ่ แล้วก็คุยกันถึงเรื่องต่างๆ มากมาย ระหว่างนั้น สมเด็จโตถามคุณนายว่า “พระในบ้าน?มีไหม?” “มีเจ้าค่ะ? พระในบ้านมีหลายองค์? เป็นพระเก่าๆ ทั้งนั้น สมัยสุโขทัยก็มี เชียงแสนก็มี อาราธนาท่านสมเด็จฯ ขึ้นไปดูข้างบน” สมเด็จโตก็เฉย แล้วถามต่อว่า “ได้ทราบข่าวว่าคุณนายมีแม่อีกคน ? เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหนเสีย?” คุณนายสะอึก เสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ ? จะตอบตามตรงก็กลัวว่าสมเด็จฯ จะเดินไปดู และถ้าเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแม่ตนเองแล้วท่านจะติเตียน คุณนายอึกๆ อักๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตอบว่า “ตอนนี้ท่านไม่อยู่เจ้าค่ะ? ออกไปเยี่ยมญาติ? อีกนานถึงจะกลับ” สมเด็จโตนั่งนิ่งอยู่สักครู่แล้วจึงลากลับ หลังจากวันนั้น คุณนายก็ยังคงไปวัดตามปกติ

วันหนึ่ง สมเด็จโตเห็นว่า วันนี้คุณนายยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาร่าเริง อารมณ์ดีหลังจากได้ทำบุญทำทาน จึงถามว่า “พระในบ้านของโยม? โยมดูแลเรียบร้อยแล้วหรือยัง?” “เรียบร้อยเจ้าค่ะ! ดิฉันจุดธูปเทียน ถวายอาหาร บูชาเสร็จแล้วจึงมาที่วัด ? ท่านไม่ต้องเป็นห่วง” “อาตมาไม่ได้หมายถึงพระพุทธรูป ? พระในบ้านที่อาตมาถามถึงนี่เป็นพระที่ยังมีลมหายใจ?คือ แม่พระ?ผู้มีพระคุณสูงสุดแก่โยม แม่ให้ชีวิตเรามาโดยเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยจนได้ดิบได้ดีทุกวันนี้แม่เหน็ดเหนื่อย ทุกข์ทรมานแสนสาหัส แม่ทนหิวเพื่อให้ลูกอิ่ม แม่ทนหนาวเพื่อให้ลูกอุ่น แม่ไม่เคยนอน? ถ้าลูกของแม่ยังไม่หลับ ยามลูกเจ็บป่วย?ร้องไห้ หัวใจแม่ก็เจ็บปวดและร้องไห้พร้อมกับลูกด้วย แม่อยากเอาความเจ็บปวดทั้งหมดของลูกมาไว้ที่แม่ ถ้าทำได้? แม่ยอมตายเพื่อลูกได้ พระคุณของแม่นี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะคณานับ เราต้องตอบแทนบุญคุณท่านบ้างนะโยม เอาตาดู?หูใส่?เอาใจใส่ท่านบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ท่านอดๆ อยากๆ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ดูแลท่านบ้าง อาตมาได้ข่าวว่า คุณโยมเหลือแม่อยู่คนเดียวและไม่ค่อยสนใจความเป็นอยู่ของท่าน ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ ? ไม่สงสารท่านบ้างหรือโยม? โยมจัดอาหารมาถวายพระได้ทุกวัน แต่พระในบ้านอีกองค์? โยมไม่เคยจัดให้ และตอนที่โยมจัดมาให้อาตมา สังเกตดู? โยมจัดมาให้อย่างดี ประณีตบรรจง เมื่อก่อนอาตมาไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ฉันของโยมตามปกติ แต่ตอนนี้บอกตรงๆ เลยว่า? กลืนไม่ค่อยลงมาหลายวันแล้ว! อาตมาเป็นพระในวัด? ไม่ควรเอาเปรียบพระในบ้านของโยมเกินไปถ้าพระในบ้านยังอด พระในวัดก็กลืนไม่ลง!! การทำบุญให้ได้บุญมากนะโยม? ต้องเลี้ยงพ่อแม่ให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน แล้วจึงถวายพระ” คุณนายไม่พูดอะไรอีก ? แล้วน้ำก็ค่อยๆ ไหลออกจากตา บางคนกว่าจะรู้ว่าพ่อแม่เป็นพระในบ้านผู้ประเสริฐก็สาย? เมื่อท่านทั้งสองไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว

โพสใกล้เคียง