อาการปวดหัวแบบต่างๆ บอกโรคได้

อ่าน 12,749

อาการปวดหัวที่เรามักพบบ่อยๆ มีอยู่ 2 ประเภท คือ ปวดหัวแบบมีความผิดปกติในสมอง เช่น  มีอาการหลอดเลือดโป่งพองในสมอง เส้นเลือดดำในสมองอุดตัน หรือมีก้อนเนื้องอกในสมอง  และอีกหนึ่งอาการปวดหัวที่มักพบบ่อยในคนทั่วไป โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยเรียนวัยทำงาน คือ อาการปวดหัวจากความเครียดและอาการปวดหัวจากไมเกรน

อาการปวดหัวแบบต่างๆ ที่พบบ่อย

ปวดแบบมีความผิดปกติในสมอง

- มักพบในผู้สูงอายุ 45 ปีขึ้นไป หรืออาจเกิดขึ้นกับวัยอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

- ปวดรุนแรงมากแบบไม่เคยรู้สึกปวดขนาดนี้มาก่อน



- มักพบในคนที่ไม่เคยปวดหัวมาก่อน อยู่ดีๆ ก็ปวด

- ปวดจนต้องตื่นนอน นอนต่อไม่ไหว

- ปวดตอนไอ จาม เบ่ง

- อาจปวดตอนนั่งแต่ไม่ปวดตอนนอน หรือปวดตอนนอนแต่ไม่ปวดตอนนั่ง

- อาจมีอาการปวดหัวจนอาเจียนหลังตื่นนอน

- อาจปวดหัวบ่อยๆ แบบทนได้ แต่หลังๆ ปวดต่างไปจากเดิม

- กินยาไม่หายขาด จะต้องพบแพทย์ด้านระบบประสาท

ปวดหัวจากความเครียด

- มักพบในวัยเรียนวัยทำงานส่วนใหญ่

- มีอาการปวดหัวทั้งสองข้าง รู้สึกรัดๆ ตึงๆ จากกล้ามเนื้อ ลามไป หน้าผาก ขมับ กระบอกตา



- เกิดจาการจากการทำงานหนัก ทั้งการทำงานใช้แรงกาย การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน งานที่ใช้สายตามากจนล้า

- ขับรถไกลๆ นั่งรถไกลๆ ก็อาจทำให้ร่างกายเครียดจนปวดหัวได้

- เกิดจากความเครียดจากจิตใจ มีเรื่องกระทบจิตใจร้ายแรง

- พักผ่อน กินยา นอนหลับ ตื่นมาก็สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ

ปวดหัวไมเกรน

- ส่วนมากมักเกิดกับผู้หญิง อายุไม่เกิน 40

- มีอาการปวดหัวข้างเดียว ซีกซ้ายขวาสลับกันได้ ลักษณะปวดตุ๊บๆ

- อาจปวดประมาณ 4 ชั่วโมง และยาวต่อเนื่องไปถึง 3 วันได้ หากไม่ได้กินยา

- ต้องกินยาแก้ปวดไมเกรนโดยเฉพาะ

- สาวๆ อาจมีอาการปวดหัวไมเกรนได้ก่อนช่วงมีประจำเดือนหรือมีประจำเดือน 3 วันแรก เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวมากกว่าปกติ แต่เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้น ไม่ต้องกังวล

- อาหารกระตุ้นปวดหัวไมเกรน คือ อาหารในกลุ่มที่มีชีส ของหมักดอง กาเฟอีนสูง แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต

ปวดหัวส่วนไหน บอกโรคอะไรได้บ้าง

- ปวดหัวซีกเดียว หรือปวดไมเกรน อาจเปลี่ยนซีกซ้ายขวา เป็นภาวะปกติ ไม่น่ากังวล เพราะหมายถึงไม่มีรอยโรคจุดใดจุดหนึ่งชัดเจน แต่ถ้าปวดข้างใดข้างหนึ่งเสมอ เช่น ข้างขวาทุกครั้ง และมีอาการแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะผิปกติสมองซีกนั้น ปวดข้าวเดียวมักเป็นไมเกรน แต่สลับข้างได้

- ปวดขมับ หน้าผาก ตา กระบอกตา เป็นอาการปวดหัวเกิดจากความเครียด

- ปวดบริเวณท้ายทาย เป็นอาการปวดหัวจากความดันโลหิตสูง

- ปวดบริเวณโพรงจมูก แก้ม  อาจเกิดจากไซนัสอักเสบ

ดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการปวดหัว

ปวดหัวไม่เกิน 2 ครั้ง / เดือน

ถ้าไม่ได้ปวดหัวเป็นประจำ ปวดหัวไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน เช่น เกิดจากการอดนอน นอนไม่พอ เกิดจากความเครียด ปวดจากอาการไข้ขึ้น ป่วย ไม่สบาย อาจนอนพักผ่อนเมื่อตื่นมาอาการจะดีขึ้น หากไม่ดีขึ้น สามารถกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลได้ หรือหากกินพาราเซตามอลแล้วไม่หาย อาจเกิดจากไมเกรนต้องกินยาเฉพาะทางให้ตรงกับโรค

ปวดหัวเกิน  2 ? 4 ครั้ง / เดือน



ปวดหัวบ่อยอาจเป็นเพราะเป็นโรคปวดหัว จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน  โดยที่ไม่ได้มีความผิดปกติในสมอง ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการกินยา คือ ยาเฉพาะเวลาปวดและยาป้องกันอาการ  ถ้าปวดบ่อยจนต้องกินยาเกินเดือนละ 10 เม็ด ยาอาจส่งผลข้างเคียงต่อตับและไตได้ ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ด้านระบบประสาทเพื่อทำการรักษาอย่างเหมาะสม

ปรับไลฟ์สไตล์ ลดอาการปวดหัว

- การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนมากไป นอนน้อยไป สามารถทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ ควรนอนพักผ่อนให้เหมาะสม 6 ? 8 ชั่วโมงต่อวัน และควรนอนหลับก่อนเวลา 23.00 น.

- อากาศเปลี่ยน มีมลภาวะ

- ใช้ฮอร์โมนในการรักษา หรือกินยาคุม มีผลต่ออาการปวดหัว ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

- ทำงานหนักเกินไป ใช้สายตาหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน อาจทำให้ร่างกายล้าจนเกิดอาการปวดหัว โดยทุก 1 ชั่วโมงควรลุกเดิน ยืดเส้นยืดสาย พักสายตา มองบริเวณสีเขียวหรือหลับตาพัก จะช่วยลดอาการได้

- ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที / สัปดาห์

- จิบน้ำบ่อยๆ

- ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรน ต้องเลี่ยงการอยู่ในที่แสงสว่างจ้า เสียงดังๆ

- เลี่ยงอาหารจำพวกหมักดอง อาหารที่มีชีสเป็นส่วนผสม กาเฟอีน และแอลกอฮอล์



บทความแนะนำ




บทความ "สุขภาพ"



ไข้หวัดแดดสุขภาพไข้หวัดประโยชน์ของโยเกิร์ตผักและผลไม้อากาศร้อนล้างสารพิษ