หลายคนไม่รู้!! ยา “พาราเซตามอล” กินไม่ระวัง ทำตับพังไม่รู้ตัว!!

รู้หรือเปล่าว่า.. ยาสามัญประจำบ้านอย่าง “ยาพาราเซตามอล” หากกินไม่ถูกต้องก็อาจส่งผลร้ายต่อตับของคุณได้ ดังนั้นวันนี้ Gang Beauty จึงมีข้อมูลดีมาบอกต่อให้ทุกคนได้ทราบกันเกี่ยวกับความรู้เรื่องยาพาราเซตามอลนี้ และวิธีกินอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ยาพาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้านที่หลายคนรู้จักกันดี แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอะไรก็กินแต่ยาชนิดนี้เข้าไป แต่หารู้ไม่ว่าการกินโดยไม่มีความจำเป็น หรือกินมาเกินขนาด ก็ย่อมส่งผลเสียต่อตับของคุณได้ ซึ่งวิธีการที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไร? เราไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย..

กินให้ปลอดภัยต้องดูที่ขนาด (1 เม็ด = 500 มิลลิกรัม)

ควรกินตามน้ำหนักตัว คูณด้วย 10 หรือ 15 จะได้ขนาดยาเป็นมิลลิกรัมที่เหมาะสมกับตัวเรา แต่ต้องไม่ควรเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง เช่น น้ำหนักตัว 50 กิลโลกรัม ขนาดยาที่เหมาะสมคือ 500 หรือ 750 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับยา 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่ง

ขนาดยาสูงสุดต่อวันสำหรับผู้ใหญ่

น้ำหนักตัวมาตรฐานทั่วไป ไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม โดยรวมถึงยาที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอลอยู่ด้วย เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาหวัด เป็นต้น

สำหรับคนตัวเล็ก ไม่ควรเกิน 3,000 – 3,250 มิลลิกรัม (เป็นค่าเพื่อความปลอดภัยที่สูงสุด)

สำหรับผู้ที่ต้องกินต่อเนื่องระยะยาว ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่เกิน 2,500 – 2,600 มิลลิกรัม

ผู้ป่วยโรคตับ หรือดื่มสุราเป็นประจำ ต้องกินไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับยาวาร์ฟาริน (Warfarin) คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ที่ทางแพทย์ใช้รักษาและป้องกันภาวะอุดตันของหลอดเลือด อันมีสาเหตุจากการทำงานของเกล็ดเลือดที่ผิดปกติ (ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) ควรกินไม่เกินครั้งละ 1,300 – 1,500 มิลลิกรัม

ขนาดยาสูงสุดต่อวันสำหรับเด็กอายุ 0-12 ปี

ไม่เกิน 75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หมายถึงคูณน้ำหนักตัวเด็กด้วย 10 หรือ 15 จะได้ค่ามิลลิกรัมที่เหมาะสมต่อการกินยา 1 ครั้ง วันละไม่เกิน 5 ครั้ง และควรอ่านฉลากให้เข้าใจเสมอว่ายาที่กำลังให้เด็กกิน 1 ช้อนชา หรือ 5 ซีซี มีตัวยากี่มิลลิกรัม

     การกินยาพาราเซตามอลเกินขนาด อาจจะไม่ได้เห็นอาการในเร็ววัน จะเห็นก็ต่อเมื่อระยะอันตราย เป็นตับอักเสบ ตับแข็ง และก่อเกิดมะเร็งตับแล้ว ดังนั้นควรใช้ยาเมื่อความจำเป็น เพิ่มความระมัดระวังโดยการอ่านฉลากข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดทุกครั้ง

โพสใกล้เคียง